เมื่อโลกไม่มั่นคง ฉันจะยืนหยัดมั่นคง
- By ผู้เขียน : ทิวาภรณ์ ภูกองไชย / ออกแบบ : ศศิธร สิมมาสา
- •
- 29 Jul, 2020

เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มแพร่กระจายในประเทศไทย หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้าน ต้องทำงานออนไลน์ หรือนักศึกษาก็ต้องสอบออนไลน์ และยิ่งกว่านั้นมีคนมากมายที่ต้องตกงาน
สถานการณ์นี้ทำให้มีความรู้สึกกลัว วิตกกังวล ไม่มั่นคง เกิดขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าชีวิตกำลังเผชิญอยู่กับอะไร และจะดำเนินต่อไปทางไหน แม้กระทั่งผู้เชื่อที่อยู่ในพระเยซูคริสต์เองก็ยังรู้สึกระส่ำระสาย รู้สึกกลัวและขาดความมั่นคงจากสถานการณ์นี้
ฉันเชื่อว่าไม่มีใครจินตนาการมาก่อนว่า เราจะพบเจอกับไวรัสที่ส่งผลต่อคนทั่วโลกได้มากมายขนาดนี้ ผู้คนต้องเว้นระยะห่างจากกัน การอยู่บ้านกลับกลายเป็นการช่วยชาติ และธุรกิจหลายอย่างที่ดูเหมือนว่ามั่นคง เช่น สายการบินยังต้องหยุดทำการ
เมื่อปีที่แล้วฉันวางแผนกับญาติสนิทว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ฉันใช้เวลาในการวางแผน ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับที่ที่เราจะไปเยอะมาก แต่แล้วเหตุการณ์ระบาดของไวรัสนี้ก็ทำให้ทริปของเราล่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้เราอยากจะเลื่อนแผนการไปญี่ปุ่นครั้งนี้ออกไป เราก็ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ล่ะที่จะไปได้ เราไม่อาจรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ความแน่นอนของเราไม่อาจจะฝากไว้กับโลกนี้ได้
แล้วมีอะไรล่ะที่มั่นคงแน่นอนและจะไม่เปลี่ยนแปลง? คำตอบเดียวที่ฉันได้รับคือ ก็ “องค์พระผู้เป็นเจ้ายังไงล่ะ”
สามสัปดาห์ก่อนฉันและเพื่อนร่วมงานได้ใคร่ครวญถึงการดำเนินชีวิต การทำงานรับใช้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ นี่เป็นสถานการณ์ที่เราวางแผนงานได้ยาก ณ ตอนนี้สถานการณ์โควิด-19 กำลังเริ่มดีขึ้นในประเทศไทย แต่ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไวรัสนี้ก็กลับมาแพร่ระบาดอีกเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อเรากำลังคิดถึงแผนงานการรับใช้ในปีนี้ เพื่อนร่วมงานของฉันก็ได้เสนอธีมสำหรับทีมของเรา เพื่อช่วยให้เรายังคงดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่ออย่างมั่นคงในปีนี้ นั่นคือ “Stand Firm”
คำว่า “Stand Firm” ในภาษาไทยใช้ได้หลายคำ คือ ตั้งมั่นอยู่ มั่นคงอยู่ ยืนหยัด ยั่งยืน ยึดมั่น ไม่หวั่นไหว คำเหล่านี้ล้วนมีความหมายเดียวกัน คือแสดงถึงการ “ไม่เปลี่ยนแปลง”
ว้าว ได้ยินคำนี้แล้วทำให้รู้สึกมั่นคงเลยทันที ^-^
ข้อพระคัมภีร์ใน 1 คร.15:58 บอกไว้ว่า “เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงตั้งมั่นคงอยู่ อย่าให้สิ่งใดทำให้ท่านหวั่นไหว จงทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะท่านรู้ว่าในองค์พระผู้เป็นเจ้า การงานของท่านจะไม่สูญเปล่า”
ฉันต้องยืนหยัดมั่นคงในอะไร?
เมื่อได้ยินคำว่า “มั่นคง” ฉันนึกถึงคำอุปมาใน มัทธิว 7:24-27 ที่เปรียบเทียบระหว่างคนที่สร้างบ้านไว้บนศิลา กับ อีกคนที่สร้างบ้านไว้บนทราย บ้านที่ถูกสร้างไว้บนศิลามีความมั่นคง แม้เจอลมพัดกระหน่ำ กระแสน้ำท่วมก็ยังตั้งอยู่ได้เพราะฐานของบ้านนั้นอยู่บนศิลา องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นศิลา (2ซมอ.22:32; สดด.18:31; อสย.28:16; สดด.89:26; 1ปต.2:6; อสย.44:8) หากเราพึ่งพาที่ตัวเราเอง เราก็เหมือนคนที่สร้างบ้านไว้บนทราย เมื่อเจอลมพายุ บ้านนั้นก็พังลง แต่หากเราพึ่งพาในองค์พระผู้เป็นเจ้าและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ผู้ทรงเป็นฐานศิลาของชีวิตเรา เราจะสามารถยืนหยัดมั่นคงอยู่ได้แน่
"หากเราพึ่งพาในองค์พระผู้เป็นเจ้าและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ผู้ทรงเป็นฐานศิลาของชีวิตเรา เราจะสามารถยืนหยัดมั่นคงอยู่ได้แน่"
ฉันได้เรียนรู้เคล็ดลับของการพึ่งพาพระเจ้าและการติดสนิทกับพระเจ้า ว่าคือการรู้จักว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด พระลักษณะของพระองค์เป็นอย่างไร และให้สิ่งที่ฉันรู้จักเกี่ยวกับพระองค์นั้นเป็นจริงในชีวิต และดำเนินชีวิตตามความจริงนั้น เช่นเมื่อฉันได้รู้จักว่าพระองค์ทรงเป็นความรัก และฉันให้ความจริงเกี่ยวกับพระองค์เป็นจริงในชีวิตของฉัน ฉันก็ดำเนินชีวิตด้วยความรักเพราะพระองค์ทรงรักฉัน เมื่อฉันได้รู้จักว่าพระเจ้าทรงสัพพัญญู (รอบรู้ทุกสิ่ง) และฉันให้ความจริงเกี่ยวกับพระองค์เป็นจริงในชีวิตของฉัน ฉันก็สามารถละความกระวนกระวายในเรื่องที่ฉันไม่รู้ได้ เพราะพระเจ้าทรงรู้
"ยิ่งเราทำความรู้จักว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ชีวิตเราก็ยิ่งมีความมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น"
เราทุกคนต้องยืนหยัดมั่นคงในการรู้จักพระเจ้า ใคร่ครวญถึงพระลักษณะของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำบนไม้กางเขน พระสัญญาของพระองค์ ความหวังที่เรามีในพระองค์ นี่แหละคือเหตุผลที่เราสามารถตั้งมั่นคงอยู่ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงมั่นคง (ฮบ.13:8)
"อย่าให้สิ่งใดทำให้ท่านหวั่นไหว"
เราหวั่นไหวได้ง่ายมากๆ สถานการณ์ ความยากลำบาก และอื่น ๆ มากมาย ล้วนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา แม้แต่ เปโตร ผู้ที่ติดตามพระเยซูอย่างใกล้ชิดและเห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ยังเกิดความกลัวเมื่อลมพายุพัดมาและจมลงขณะที่กำลังเดินไปหาพระเยซูบนน้ำ (มัทธิว 14:22-32) เราเองยิ่งต้องรู้จักและใคร่ครวญถึงพระลักษณะของพระองค์มากเท่าใด (อย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง) เพื่อไม่ให้สิ่งใดทำให้เราหวั่นไหว
จงทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า
งานขององค์พระผู้เป็นเจ้าคืออะไร?
ยอห์น 6:28-29
แล้วพวกเขาทูลถามพระองค์ว่า “พวกเราต้องทำประการใด เพื่อจะทำงานที่พระเจ้าทรงประสงค์?”
พระเยซูตรัสตอบว่า “งานของพระเจ้าคือ จงเชื่อในผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา” (TNCV)
หรือ
พวกเขาจึงทูลพระองค์ว่า “เราจะต้องทำอะไรบ้างถึงจะทำงานของพระเจ้าได้?” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า
“งานของพระเจ้าคือการวางใจในผู้ที่พระองค์ทรงใช้มา” (THSV)
ฉันมีโอกาสถามน้อง ๆ หลายคนว่า งานขององค์พระผู้เป็นเจ้าคืออะไร? คำตอบแรกที่พวกเขามักจะตอบคือ การประกาศพระกิตติคุณ ใช่ การประกาศควรเป็นสิ่งที่เราทำเพราะพระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่นี้ให้แก่เรา (มธ.28:18-20) แต่ความจริงแล้วงานอันดับแรกที่เราทุกคนต้องยืนหยัดมั่นคงอยู่ คือ การวางใจในพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าของเรา
วาง + ใจ = วางใจ
ใจของเราเป็นสิ่งที่ความคุมความรู้สึกนึกคิด ใจจดจ่อที่ไหนความคิด ความรู้สึก การกระทำก็ไปตามนั้น เราจึงต้องให้ใจของเราวางอยู่บนศิลาคือพระเจ้า
เราต้อง...
"...วางใจในพระสัญญาของพระเจ้า (ยชว.1:1-9)
…วางใจในแผนงานของพระเจ้า (ยรม.29:11)
…วางใจในพระลักษณะของพระเจ้า (ยน.11:1-44)"
"เพราะท่านรู้ว่าในองค์พระผู้เป็นเจ้า การงานของท่านจะไม่สูญเปล่า"
เมื่อฉันอ่านมาถึงตรงนี้ ช่างเป็นข้อความที่ให้ความหวังเหลือเกิน ที่การดำเนินชีวิตในพระเจ้า การไว้วางใจพระองค์ การเป็นพยานชีวิตเพื่อพระกิตติคุณ และการทำการงานใดใดก็ตามในโลกเพื่อถวายเกียรติพระองค์นั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วสูญเปล่า
ไม่มีสิ่งใดที่พระเจ้าทรงเห็นว่าไร้ค่าเมื่อเราทำสิ่งนั้นอย่างถวายเกียรติแด่พระเจ้า (กท.6:9)
“จงยืนหยัดมั่นคงในการทำอะไรก็ตาม เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
เพื่อว่าเราจะไม่ต้องรู้สึกเสียดายในสิ่งใดใดที่เราทำ”
ฉันได้รับการหนุนใจอย่างมากเมื่อฉันได้ใคร่ครวญในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เพราะแม้ว่าโลกจะคลอนแคลนไปแต่พระเจ้าของเราจะยังทรงเป็นพระเจ้าอยู่เนืองนิตย์ ชีวิตของฉันมั่นคงเพราะมีพระเจ้า!
สุดท้าย ฉันจะอธิษฐานขอให้คุณจงตั้งมั่นอยู่ในการรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระศิลานิรันดร์
-----------------------------------------------------------------------------
Share
